เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ แบบง่ายๆ มากกว่า 30 บริษัท พร้อมเสิร์ฟความรู้ประกัน

 เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เพื่ออะไร 

แล้วทำไมเราถึงต้อง เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ด้วยละ ? คำถามนี้..เกิดขึ้นบ่อยมาก ๆ กับเจ้าของรถมือใหม่ทุกๆคน

 แต่เชื่อหรือไม่ว่าการ เช็คเบี้ยประกันภัย สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ่าย เบี้ยประกันภัยรถยนต์ ของเราได้

 

แหล่งความรู้ ประกันภัย

เพียงแค่เช็คเบี้ย ! ก็สามารถ " ลด " ค่าใช้จ่ายได้แบบ ง่าย ๆ

เนื่องจาก บริษัทประกันภัยรถยนต์ จะมี ราคากรมธรรม์ที่ แตกต่างกัน ถึงแม้จะเป็น ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เหมือนกันก็เถอะ แต่ เบี้ยประกันภัยรถยนต์ ที่จะต้องจ่ายก็แตกต่างกันออกไป  

ยกตัวอย่าง 

บริษัท A : ประกันชั้น1 ราคา 20,000 บาท
บริษัท B : ประกันชั้น1 ราคา 19,500 บาท
บริษัท C : ประกันชั้น1 ราคา 19,000 บาท

ส่วนในเรื่องของความคุ้มครองส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีใกล้เคียงกัน  ที่สำคัญในปัจจุบันการ เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากและสามารถใช้บริการได้ทันที  

โดยที่ตัวของเราเองไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปยัง บริษัทประกันภัย ด้วยตนเอง  เพียงแค่กดกรอกข้อมูล ทุนประกันที่ต้องการ ชื่อ รุ่นรถ  ก็สามารถเช็คราคาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้มากกว่า 30 บริษัท ผ่านระบบ "ประกันออนไลน์ได้ทันที "

เชื่อเถอะว่าการเช็คเบี้ยประกันจะสามารถทำให้เพื่อนๆสามารถลดเบี้ยประกันและไม่จ่ายค่าเบี้ยประกันที่สูงมากจนเกินไป  

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเช็คเบี้ยประกันสามารถทำให้เราลดเบี้ยประกันให้น้อยลงได้  ตอนนี้เพื่อนๆก็คงจะรู้คำตอบแล้วว่า ทำไมถึงต้อง เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์

เปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยรถยนต์

เบี้ยประกันภัยรถยนต์ คืออะไรกันแน่

เมื่อพูดถึงเบี้ยประกัน  หลายคนคงจะเคยได้ยินแต่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับคำนี้  ตัวผมเองทีแรกๆที่เป็นเจ้าของรถก็ไม่เข้าใจหรอกครับ ว่าเบี้ยประกันคืออะไร  ก็เราไม่ใช้ตัวแทนหรือ บริษัทขายประกันภัยรถยนต์นี้หน่า แต่หลังที่เป็นเจ้าของรถมาหลายปีก็พอจะมีความรู้เกี่ยวกับคำนี้ขึ้นมาบ้าง  ผมเลยอยากจะมาบอกต่อ เพื่อที่จะทำให้เจ้าของรถหรือคนรักรถทั้งหลายเข้าใจคำนี้กันให้มากยิ่งขึ้น  คุยกันมาเยอะแล้วเริ่มเข้าเนื้อหาสาระกันดีกว่า อ่านบทความเพิ่มเติม : วิธีลดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ฉบับย่อ

เบี้ยประกันรถ

ต้องบอกว่า เบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่เราคุ้นหูกันนั้น  คือ  จำนวนเงินที่เจ้าของรถหรือตัวเราเองหรือผู้เอาประกันภัยจะต้องทำการจ่ายให้กับทางบริษัทประกันภัยรถยนต์  เพื่อที่จะซื้อความคุ้มครองที่จะได้จากการประกันชีวิต   หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ  เบี้ยประกันก็เหมือนกับราคาสินค้าที่มีอยู่ตามท้องตลาด  และในการซื้อสินค้าแต่ละชนิด  แต่ละประเภทนั้น ราคาที่ขายก็ย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป 

เพราะจะต้องขายในนราคาต้นทุนบวกกับกำไรนั้นเอง  ประกันภัยรถยนต์ ก็เช่นกัน  โดยจำนวนของเบี้ยประกันภัยที่ทางบริษัทจะเรียกเก็บกับทางเรานั้น  จะต้องมีจำนวนที่เพียงพอกับราคาต้นทุนในการประกันชีวิตกับทางบริษัท บวกกับผลกำไรที่ทาง " บริษัทประกันภัยรถยนต์ " จะต้องได้รับ   ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการทำงานและผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัท

แต่อย่างไรก็ดี  เบี้ยประกันภัยที่ บริษัทประกันภัยรถยนต์ แต่ละบริษัทเอาออกมานำไปเสนอขายให้กับเจ้าของรถนั้น  จะต้องผ่านและได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนก่อน   โดยนายทะเบียนจะพิจารณาความถูกต้องตามหลักการคำนวณด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย และในเรื่องของความเหมาะสมเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย

นอกจากนี้แล้ว " เบี้ยประกันภัยรถยนต์ " ที่เราจะต้องจ่ายให้กับทางบริษัทในแต่ละครั้งนั้น  ก็มักจะมีหลายๆปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องในการคำนวณเบี้ยประกันภัยที่เราจะต้องจ่าย 

นั้นก็คือ  ทุนประกันภัย 

หมายถึง ( วงเงินความคุ้มครองที่ บริษัทประกันภัยรถยนต์ จะทำการชดใช้ให้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ) 

ต่อมาก็ในส่วนของชนิดรถยนต์  จากนั้นก็จะมาในส่วนของค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) คือ  วงเงินสูงสุดที่เราจะต้องทำการรับผิดชอบในกรณีที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น  และสุดท้ายก็คือ  ในส่วนของประวัติการประกันภัยรถยนต์  โดยในกรณีที่เราเองมีส่วนลดมาจากบริษัทเดิมที่เราทำประกันเอาไว้ก็สามารถโอนส่วนลดนั้นมาที่ใหม่ได้  อย่างไรก็ตามในกรณีบางบริษัทจะมี ขอบเขตในเรื่องของการให้ส่วนลด

อย่างเช่นในกรณีเช่น สามารถลดได้เพียงแค่ 20%   ไม่ว่าจะได้จากที่เดิมเท่าไรก็ตาม  ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยในการประหยัดเวลาในการสมัคร   เราก็ควรที่จะทำการระบุข้อมูล ประวัติให้ชัดเจนและครบถ้วนถูกต้อง   เนื่องจากข้อมูลที่เราระบุมานั้นทางบริษัทประกันภัยจะทำการตรวจสอบยืนยันอีกที ก่อนที่จะทำการลดเบี้ยประกันให้  

Deductible หมายถึง ค่ารับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกที่ทางลูกค้าจะต้องรับผิดชอบจ่าย หรือมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าซ่อมตามที่มีการระบุเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์   อ่านต่อ >>   Deductible คืออะไรกันแน่ ความรู้ประกัน 2016

3 เทคนิค ลดค่าเบี้ย
ลดค่าใช้จ่ายประกันภัย

วิธีลดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ฉบับ ภาษาบ้าน ๆ

วิธีลดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เบื้องต้น

ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่ามีวิธีอื่นนอกจากนี้อีกหรือไม่..  แต่ที่รู้ๆมาก็คือ 3 วิธีนี้ ลดค่าใช้จ่ายได้อย่างแน่นอน

1.ระบุชื่อและอายุของคนขับ

2.ระบุชื่อและอายุของคนขับ

3.ยอมซื้อค่าเสียหายส่วนแรก

หลายๆคนที่เป็นเจ้าของรถมักจะคิดอยู่เสมอว่า การทำ " ประกันภัยรถยนต์ " คือความสิ้นเปลือง อย่างหนึ่ง แต่เพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่า การทำประกันภัยรถยนต์ ถือว่าเป็นการบริหารเงินอีกหนึ่งวิธี เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เราจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นหรือไม่ 

ลดค่าใช้จ่ายประกันภัย

การระบุชื่อของคนขับ

การระบุชื่อของคนขับ จัดว่าเป็นการช่วยลดภาวะความคุ้มครองให้กับทาง “ บริษัทประกันภัยรถยนต์ ”

เนื่องจากทางบริษัทจะทำการรับผิดชอบความเสียหายกับผู้ขับขี่ที่แจ้งเอาไว้ในประกันเท่านั้น

โดยในการระบุชื่อผู้ขับขี่นั้นสามารถทำการระบุได้สูงสุด 2 คน ส่วนในเรื่องของอายุก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่ง
ที่สามารถช่วยทำให้เบี้ยประกันลดลงได้ ยิ่งอายุมากเท่าไรก็สามารถช่วยลดเบี้ยประกันได้มากขึ้นเท่านั้น

อย่างเช่นในกรณีที่ระบุชื่อผู้ขับขี่ แล้วผู้ขับขี่มีอายุ 26 ปี และ 30 ปี ก็จะได้รับส่วนลดอยู่ที่ 5-20% เป็นต้น

อายุ 25 - 35 ปี ลด 10%
อายุ 36 - 50 ปี ลด 15%
อายุ 50 ปีขึ้นไป ลด 20%

มีประวัติการขับรถที่ดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง..

การที่เรามีประวัติการขับรถที่ดี โดยเฉพาะปีแรกที่ไม่มีการ เคลม การชนเลย ก็อาจจะทำให้ทางบริษัทประกัน มีการลดเบี้ยประกันให้ 

เนื่องจากทางบริษัทมั่นใจในตัวคุณเองว่าจะไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะมีก็แต่ว่าในกรณีที่เราเองเป็นผู้เสียหาย ก็จะมีการลดดอกเบี้ยลงตามขั้นๆ

ลดค่าใช้จ่ายประกันภัย

ระบุชื่อและอายุของคนขับ

- ขั้นที่1 มีประวัติการขับรถดีปีแรก รับส่วนลดค่า เบี้ยประกันภัยรถยนต์ไปเลย ปีที่1 =20 %
- ขั้นที่2 มีการขับรถดี ติดต่อกัน 2ปี รับส่วนลดค่า เบี้ยประกันภัยรถยนต์ไปเลย ปีที่2 +10% =30 %
- ขั้นที่3 ขับรถดี ติดต่อกัน 3ปี รับส่วนลดค่า เบี้ยประกันภัยรถยนต์ไปเลย ปีที3 +10% =40 %
- ขั้นที่4 มีประวัติ การขับรถดีขนาดนี้ ก็รับส่วนลด เบี้ยประกันภัยไปเลย ปีที่4 +10% =50 %

 

ยอมซื้อค่าเสียหายส่วนแรก

ยอมซื้อค่าเสียหายส่วนแรก หากเจ้าของรถมั่นใจว่าขับรถดีไม่เกิดอุบัติเหตุ ก็อาจจะทำการซื้อค่าเสียหายส่วนแรก

เนื่องจากการทำเช่นนี้จะทำให้ บริษัทประกันภัยรถยนต ที่เราซื้อลดเบี้ยประกันให้กับเรา
แต่ค่าเสียหายของแต่ละบริษัทนั้นจะไม่เท่ากัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ระหว่าง 1,000 – 5,000 บาท

ยกตัวอย่าง

ประกันชั้น 2+  ราคา 12,000 บาท
ประกันชั้น 2+ ราคา 7,999 บาท << แบบนี้ ยอมซื้อค่าเสียหายส่วนแรก 

ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นจำนวนเงินที่เราเองจะต้องเป็นคนจ่ายให้ บริษัทประกันภัย สำหรับการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง

ประกันภัยรถยนต์ที่ไหนดี

ต้องบอกว่าในความจริงแล้วเราเองก็ไม่สามารถบอกได้หรอกว่า  “ ประกันภัยรถยนต์ที่ไหนดี ”   เพราะส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับความพึ่งพอใจของแต่ละบุคคลมากกว่า  แต่ก็ในโลกออนไลน์หรือในเว็บต่างๆก็มีการตั้งคำถามแบบนี้จำนวนมากเช่นกัน  เราเองก็เป็นคนที่ชอบอ่านซะด้วยสิ  เลยลองอ่านแล้วรวบรวมข้อมูลต่างๆมาให้  หวังว่าจะเป็นแนวทางให้กับใครหลายๆคนในการเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์  

โดยส่วนใหญ่แล้วเราเองก็มักจะโดนบังคับให้เลือก " ประกันภัยรถยนต์ " จากบริษัทประกันที่เข้าร่วมกับไฟแนนซ์ที่ให้บริการในการเช่าซื้อ  และมักจะใช้คำว่าแถมประกันภัยรถยนต์ให้ในปีแรกเพื่อให้มันดูดี  แต่เมื่อพอถึงเวลาต่อประกันภัยรถยนต์ในปีที่ 2 เราก็มักจะเลือกบริษัทประกันภัยที่เราชื่นชอบในการทำประกันภัยรถยนต์  

โดยวิธีในการเริ่มต้นที่ในการเลือกบริษัทประกันโดยทั่วไปๆ ก่อน   ซึ่งให้มองในส่วนของหัวข้อหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

  • เมื่อเราประสบอุบัติเหตุ เราอยากที่จะนำรถเข้าศูนย์ไหน หรือมีอู่ซ่อมในดวงใจที่ไหน ก็อยากจะซ่อม ซึ่งในส่วนนี้มักจะมีคำตอบเบื้องต้นไว้
  • เมื่อมีการเข้าศูนย์หรืออูที่ว่านี้ ทางบริษัทประกันภัยรถยนต์ไหนที่เขารับไว้ทำมาค้าขายด้วย ก็ลองให้คัดเลือกบริษัทประกันภัยมาสัก 3 – 5 แห่ง จากนั้นก็ให้ทำการตรวจสอบชื่อเสียงของแต่ละบริษัทประกันภัยที่เลือกมา แล้วลดให้เหลือ 2-3 แห่ง

    ให้ทำการตรวจสอบหรือขอราคากับโบรกเกอร์ (ตัวแทนหรือนายหน้าที่จำหน่ายกรมธรรม์) เลือกเอาที่มีความน่าเชื่อถือได้ จากนั้นก็ทำการเลือกแบบประกันภัยตามราคา และลักษณะของการใช้งานของรถเรา  แนะนำว่าอย่าเอาที่ราคาถูกเข้าว่า อย่างเช่น   ในการใช้รถของเรามีความเสี่ยงมากก็จำเป็นที่จะต้องเลือกบริษัทดูแล้วมีความน่าเชื่อถือกว่าแม้ว่าจะแพงกว่าก็ตาม  

  • โดยเบี้ยประกันก็คงเป็นตามกลไกของตลาดและการประเมินตามในส่วนของสภาพความเสี่ยงจากการใช้รถ ถ้าลองนำสองส่วนนี้มาใช้คำนวณเบี้ยก็สามารถทำได้ วิธีการคำนวณเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ง่ายสุด คือ การถามจากโบรกเกอประกันภัย

แนวทางนี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะการ " ต่อประกันภัยรถยนต์ " ประเภทที่ 1 เท่านั้น   แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ได้กับ ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+ ด้วย เพราะไม่ว่าเป็นรถเก่าหรือใหม่ เมื่อเกิดอะไรขึ้นเราเจ้าของรถก็อยากที่จะซ่อมให้มันกลับคืนดังเดิมให้มากที่สุดทั้งนั้น

  ต้องบอกว่าประกันภัยไม่ใช่เทพแล้ว ตัวเขาเองก็ต้องรักษาผลประโยชน์ตนเองเช่นกัน  ถ้าเราค้นตามเว็บบอร์ดก็จะพบว่าแม้บริษัทประกันภัยใน Top 10 ก็ยังเคยโดนด่าอยู่ดี  เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะตุกติกทั้งกับลูกค้าตัวเองและคู่กรณี   นอกจากนี้ยังไม่รวมถึงปัญหาที่มาจากตัวอู่ที่ร่วมกับ บริษัทประกันรถยนต์ หรือหาข้อมูลดีๆจาก pantip