โดยปกติแล้ว ประกันสุขภาพ นั้นจะแบ่งแยกออกเป็นสองรูปแบบหลักๆ
ประกันสุขภาพแบบแยกค่าใช้จ่าย
โดย ประกันสุขภาพ แบบแยกค่าใช้จ่ายนั้น จะมีวงเงินความคุ้มครองค่ารักษาดังนี้ครับ
- จ่ายค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าแพทย์
- ค่าห้อง ฉุกเฉิน หรือ ห้อง ไอ ซี ยู และค่าแพทย์
- ค่ารักษาทั่วๆไป เช่น ค่ายา ค่าทำแผล ค่าเอ็กซ์เรย์ ค่ากายภาพบำบัด ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก เบ็ดเตล็ด ทั่วไป
- ค่าแพทย์เยี่ยมไข้ ค่าปรึกษาแพทย์ระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค << เอาหมดอะ แค่มาคุยก็ได้เงินแล้ว
- ค่าธรรมเนียมทางการแพทย์สำหรับการผ่าตัด (แบ่งเป็น % ตามประเภทการผ่าตัด)
- ค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก
- ค่าชดเชยรายวัน ไม่เกิน xx วัน
* ถ้าหากว่าเกินวงเงินที่กำหนดเอาไว้ ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายเงินส่วนเกินเอง แต่ก็คงไม่แพงเท่าไร ก็ดีกว่าจ่ายเองทั้งหมดแหละนะ ถือว่าเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้มากเลยทีเดียว
- ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
- ส่วนสำหรับ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย จะกำหนดเพียงแค่วงเงินรักษา แบบต่อครั้ง โดยไม่กำหนดเป็นค่ารักษาแบบย่อยๆ เหมือนดังหัวข้อด้านบน โดยจะแบ่งหมวดหมู่แบบคร่าวๆดังนี้ครับ
- ค่าห้อง ค่าอาหาร การบริการทางการแพทย์แบบไม่จำกัดวัน ค่ารักษาพยาบาล ผู้ป่วยใน จ่ายตามจริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันสูงสุด ค่ารักษาพยาบาล ผู้ป่วยนอก จ่ายตามจริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันสูงสุด ค่าชดเชยรายวัน กรณีเป็นผู้ป่วยใน
เหตุผลที่คนนิยมการทำประกันแบบเหมาจ่ายก็คือ
1. มีความยืดหยุ่น
2.เบิกค่าใช้จ่ายต่างๆได้ง่ายขึ้น
ข้อเสีย
ค่าเบี้ยประกันที่จะสูงกว่าปกติ โดยราคาอาจจะแตกต่างจากประกันแบบดั้งเดิมตั้งแต่หลักพัน ไปถึงหลายหมื่น
อ่านบทความเพิ่มเติม : ข้อดี-ข้อเสีย ประกันสุขภาพ
สรุป บางคนคิดว่า การทำประกันสุขภาพไม่สำคัญ แต่สำหรับตัวผมแล้ว คิดว่ามันเป็นเรื่องดีนะ ถือว่าเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในอนาคต เมื่อก่อนผมทำงานหนักจนไม่สะบาย ก็ได้ประกันสุขภาพช่วยเอาไว้ ไม่อย่างงั้นเสียหลายแสน เงินเก็บที่สะสมมาคงจะหายไปภายในพริบตา

